ภาพถ่ายเก่าจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถ่ายนอกสำนักงานใหญ่ของนาซีในเมืองๆหนึ่ง ส่งคำเตือนถึงเราทุกคน ในภาพนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวสบายๆกำลังข้ามถนน ชายคนหนึ่งสวมสูทเดินไปตามทางเท้า ในขณะที่มีอีกคนหยุดอ่านกระดานข่าวที่มุมอาคาร ทุกคนดูเหมือนจะไม่สนใจกับป้ายขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือประตูหน้าสำนักงานใหญ่ ป้ายนั้นมีขนาดครึ่งหนึ่งของตัวอาคารเขียนข้อความว่า “ข้าพเจ้าทำงานอย่างหนักเพื่อพระเจ้า ด้วยการต่อต้านยิว”
การอ้างแบบนี้คือสิ่งที่พระเจ้าทรงมีอยู่ในพระทัยเมื่อทรงบัญชาว่า “อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้” (อพย.20:7) คำสั่งนี้ครอบคลุมถึงการใช้พระนามของพระองค์ในทางที่ผิดเมื่อเราสบถ หรือเผลอร้องพระนามพระเจ้าอย่างไม่ระวังเวลาที่เตะโดนนิ้วเท้า หรือกระแทกไปโดนนิ้วมือ นอกจากนี้ยังรวมถึงการบิดเบือนด้วยการใช้พระนามของพระเจ้าเพื่อปกปิดความชั่วร้าย
เราไม่ควรคิดว่าเรากำลังทำงานของพระเจ้าเพียงเพราะคนอื่นบอกอย่างนั้น เราต้องอธิษฐานอยู่เสมอเพื่อตรวจสอบว่างานของเราสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยในพระคัมภีร์ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลังรับใช้พระองค์ ในสดุดี 119:9 (TNCV) กล่าวว่า “โดยการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระองค์” พระเจ้าผู้ทรงสั่งให้เรา “ปฏิบัติงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้บริบูรณ์ทุกเวลา” ได้บอกเราแล้วว่างานนั้นคืออะไรในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ (1 คร.15:58) ขอให้เราฟังพระองค์
บ้านของเราอยู่ใกล้กับสวนที่มีชื่อเสียงซึ่งเรามักจะพาเด็กผู้ชายที่ครอบครัวของเราดูแลไปเดินเล่น บริเวณที่เขาชอบที่สุดคือสวนของเด็กซึ่งมีประตูบานเล็กๆ ขนาดพอที่เขาจะวิ่งผ่านไปได้ แต่เล็กเกินไปจนผมต้องย่อตัวลง เขาหัวเราะในขณะที่ผมคุกเข่าลงและมุดผ่านช่องเล็กๆเพื่อไล่ตามเขา
ประตูสวนเล็กๆนี้ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของพระเยซูในมัทธิว 18 ที่พระองค์ทรงเรียกเด็กเล็กๆเข้ามาหาพระองค์เพื่ออธิบายว่าบุคคลประเภทใดจะได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ (ข้อ 2) นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะในสมัยของพระเยซูคริสต์ การเป็นเด็กหมายถึงการไม่มีความสำคัญและถูกมองข้าม ความคิดเห็นและความปรารถนาของพวกเขาไม่สำคัญซึ่งต่างจากเด็กในปัจจุบัน พระเยซูทรงใช้คำอธิบายนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของมนุษย์ที่ต้องการเป็นคนสำคัญ และแสวงหาอำนาจและอิทธิพล
แน่นอนว่าพระเยซูไม่ได้ขอให้สาวกของพระองค์กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง แต่ทรงชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะของผู้ที่รับใช้พระองค์ คุณลักษณะที่สำคัญที่สุดคือความถ่อมใจ คือบุคคลที่ “ถ่อมจิตใจลง” (ข้อ 4) และรับใช้ผู้อื่น
ประตูสวนเล็กๆเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความถ่อมใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับเรา แต่ผู้เชื่อในพระเยซูควรเป็นเช่นนี้ เราต้องติดตามพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตเช่นนี้โดยการ “ทรงสละและทรงรับสภาพทาส” (ฟป.2:7)
ในปี ค.ศ. 1872 ประธานาธิบดียูลิสซิส เอส. แกรนท์ถูกจับเนื่องจากขับรถม้าโดยประมาทผ่านกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันชื่อวิลเลี่ยม เวสต์ ได้ตักเตือนแกรนท์ว่า “ท่านขับรถเร็วและเป็นอันตรายต่อชีวิตของคนที่ต้องข้ามถนน” แกรนท์กล่าวขอโทษ แต่คืนถัดมาเขาก็แข่งรถม้าอีก เวสต์หยุดม้าของแกรนท์ “ผมขอโทษจริงๆครับท่านประธานาธิบดีที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะท่านคือผู้นำประเทศและผมเป็นแค่ตำรวจ แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่” และเวสต์ก็จับกุมประธานาธิบดี
ผมชื่นชมชายที่กล้าหาญผู้นี้ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขา แกรนท์ก็เช่นกัน เขายกย่องเวสต์และปล่อยให้เวสต์ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด พระเจ้าก็ทรงพอพระทัยเช่นกัน เพราะพระองค์ทรงเกลียดความอยุติธรรมที่เกิดจากความลำเอียง ยากอบกล่าวว่า “ด้วยเหตุที่ท่านมีความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิรินั้น จงอย่าลำเอียง” (ยก.2:1) นั่นรวมถึงการไม่ให้สิทธิพิเศษแก่คนรวยและคนที่มีอำนาจโดยเอาคนจนไว้ทีหลัง (ข้อ 2-4) แต่เราถูกเรียกให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง (ข้อ 8) หากเรามีใจลำเอียง และรับใช้เฉพาะเพื่อนบ้านระดับชนชั้นสูง แทนที่จะรับใช้ผู้ด้อยโอกาส เราก็ “กระทำบาป และว่าตามธรรมบัญญัติท่านก็กระทำผิด” (ข้อ 9)
พระเจ้าไม่ได้มีใจลำเอียง เมื่อเรา “ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า” (อฟ.2:12) พระองค์ยังทรงรักเราแม้ในเวลาที่เราไม่มีสิ่งใดจะให้กับพระองค์ ด้วยความช่วยเหลือของพระองค์เราจึงสามารถรักทุกคนได้อย่างเสมอภาคกัน
มาริโอ้ซึ่งอายุยี่สิบแปดปีเป็นคนติดเหล้าและเหลวแหลก เขาถูกจำคุกในข้อหาลักทรัพย์ ผู้พิพากษากล่าวในการพิจารณาคดีว่า เขา “ช่างเป็นความเปล่าประโยชน์ของชีวิตมนุษย์” มาริโอ้เห็นด้วยอย่างเศร้าใจ เมื่อถูกจำคุกไปได้ครึ่งหนึ่งของโทษที่ได้รับ เขาเห็นโฆษณาประกวดงานเขียนซึ่งกระตุ้นความสนใจของมาริโอ้ เขาจึงลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้เคียง เขาหลงใหลงานเขียน มาริโอ้รักการทำงานเขียนข่าว และหลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาสื่อสารมวลชน และเวลานี้เขาเขียนบทความให้กับ นิตยสารนิวยอร์กไทมส์ เขาไม่ใช่คนเปล่าประโยชน์อีกแล้ว!
ชีวิตของชายที่ถูกผีโสโครกสิงซึ่งอาศัยอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ต่อทุกคนที่รู้จักเขา เพื่อนบ้านเอาโซ่ล่ามเขาไว้เพื่อปกป้องทั้งตนเองและตัวเขา แต่ “เขาก็หักโซ่และฟาดตรวนเสีย” (มก.5:4) เขาหนีกลับไปอยู่ตามอุโมงค์ฝังศพ “เขาคลั่งร้องอื้ออึง...ทั้งกลางคืนกลางวันเสมอ และเอาหินเชือดเนื้อของตัว” (ข้อ 5) หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
พระเยซูทรงขับผีออกจากชายคนนี้ และนำเขากลับสู่สังคมปกติ ชาวเมืองต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขา “นุ่งห่มผ้านั่งอยู่มีสติอารมณ์ดี” (ข้อ 15) ชายผู้สำนึกขอบพระคุณคนนี้ต้องการลงเรือไปกับพระคริสต์ แต่พระเยซูไม่ทรงอนุญาต แต่ตรัสกับเขาว่า “จงไปหาพวกพ้องของเจ้าที่บ้าน แล้วบอกเขาถึงเรื่องเหตุการณ์ใหญ่ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงกระทำแก่เจ้า และได้ทรงพระเมตตาแก่เจ้าแล้ว” (ข้อ 19)
ภารกิจของผู้ชายคนนี้ก็คือภารกิจของเรา ให้เราบอกเรื่องพระคริสต์กับคนอื่นๆ เพราะโดยพระองค์แล้วไม่มีสักชีวิตหนึ่งที่เปล่าประโยชน์
อดอลโฟ คามินสกี้รู้วิธีขจัดหมึกที่ลบไม่ได้ออกจากกระดาษ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มต่อต้านนาซีในฝรั่งเศส เขาได้แก้ไขบัตรประจำตัวเพื่อช่วยหลายร้อยคนจากค่ายกักกัน ครั้งหนึ่งเขามีเวลาสามวันที่จะแก้ไขสูติบัตรและใบการรับบัพติศมาจำนวนเก้าร้อยใบ และบัตรซื้อสินค้าให้กับเด็กชาวยิวสามร้อยคน เขาทำงานสองวันติดต่อกันโดยไม่ได้นอน โดยบอกตัวเองว่า “ในหนึ่งชั่วโมง ผมลบเอกสารได้สามสิบใบ ถ้าผมหลับไปหนึ่งชั่วโมง จะมีสามสิบคนที่เสียชีวิต”
อัครทูตเปาโลรู้สึกถึงความเร่งด่วนแบบเดียวกัน ท่านเตือนคริสตจักรในเมืองเอเฟซัสถึงวิธีที่ท่าน “ได้ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ ด้วยน้ำตาไหล และด้วยถูกการทดลอง” (กจ.20:19) และกล่าวอีกว่า “สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเป็นคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิได้ปิดซ่อนไว้” (ข้อ 20) ความเร่งด่วนนี้ทำให้ท่านต้องแบ่งปันกับทุกคนถึงความจำเป็นที่ต้องกลับใจใหม่และเชื่อวางใจในพระเยซู (ข้อ 21) เวลานี้ท่านเดินเรือกลับสู่กรุงเยรูซาเล็ม ด้วยความร้อนรนที่จะทำ “หน้าที่ให้สำเร็จ...และทำการปรนนิบัติที่ได้รับมอบหมายจากพระเยซูเจ้า คือที่จะเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ ซึ่งสำแดงพระคุณของพระเจ้านั้น” (ข้อ 24)
เปาโลไม่อาจช่วยคนทั้งหลายให้รอดได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ แต่ท่านเล่าข่าวดีของพระเจ้าเรื่องพระเยซูแก่พวกเขาได้ พระองค์คือผู้เดียวเท่านั้น “ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” (กจ.4:12)
วันนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำใครเข้ามาในความคิดคุณ คุณสามารถแบ่งปันข่าวดีเรื่องพระเจ้าให้พวกเขาฟังได้
สมาชิกถามขึ้นว่าทำไมคริสตจักรของพวกเขาจึงซื้อหลังคาโบสถ์ นี่เป็นการใช้ทรัพยากรของพระเจ้าอย่างดีที่สุดแล้วหรือไม่ แล้วเรื่องการให้อาหารคนยากจนล่ะ ศิษยาภิบาลตอบว่าเงินนี้มาจากผู้ถวายและจำเป็นต้องใช้ตามความตั้งใจของพวกเขา “และอีกอย่าง” เขายกคำพูดของพระเยซูมาว่า “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)
ศิษยาภิบาลรีบขอโทษต่อการพูดล้อเล่นนอกบริบทของเขา ซึ่งทำให้ผมนึกสงสัยว่า บริบทของพระเยซูคืออะไร หกวันก่อนสิ้นพระชนม์หญิงคนหนึ่งชโลมพระองค์ด้วยน้ำมันหอมราคาแพง เหล่าสาวกไม่พอใจ ทำไมน้ำหอมไม่ถูกขายไปเพื่อช่วยคนยากจน แต่พระเยซูทรงตอบโดยกพระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ 15:11 “มีคนจนอยู่กับท่านเสมอ แต่เราจะไม่อยู่กับท่านเสมอ” (ยน.12:8)
พระเยซูทรงกล่าวถึงเฉลยธรรมบัญญัติอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นพระองค์จึงรู้ว่าประโยคก่อนหน้านั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร “จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระเจ้าจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่าน...ถ้าท่านเพียงแต่กระทำตามพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน” (ฉธบ.15:4-5) นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งในการที่พระเยซูทรงกล่าวคำตำหนิ คนยากจนมีอยู่เพียงเพราะอิสราเอลไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า และตอนนี้คนยากจนถูกใช้เป็นสิ่งดึงความสนใจไปจากพระเยซู ผู้ทรงเป็นคนอิสราเอลแท้ที่จะเชื่อฟังอย่างเต็มที่จนถึงที่สุด
เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างพระเยซูและคนยากจน เรารักคนอื่นได้ดีที่สุดโดยการรักพระองค์มากที่สุด และการรักพระองค์มากที่สุดจะจุดประกายให้เรารักคนอื่นอย่างดีที่สุด
สตีฟคว้าเลื่อยไฟฟ้าแล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่า นั่นคือตอนที่เขาได้ยินเสียงออกัสลูกชายวัยห้าขวบร้องว่า “พ่อครับ รอผมด้วย! ผมอยากไปด้วย!” ออกัสคว้าของเล่นที่เป็นเลื่อยไฟฟ้า ถุงมือทำงานและที่ปิดหู แล้วเดินตามสตีฟออกไปที่ประตู สตีฟเตรียมไม้ฟืนสองสามท่อนโดยวางให้เขาห่างออกไปในระยะที่ปลอดภัย หลังจากผ่านไปสิบนาทีออกัสก็หมดแรง การตัดไม้ด้วยเลื่อยไฟฟ้าปลอมเป็นงานหนักมาก! แต่เขามีความสุขที่ได้ “ช่วย” พ่อของเขา และพ่อก็ดีใจที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกชาย
เรากับพระบิดาในสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ เรานึกว่าเรากำลังช่วยพระองค์ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย! ลูกต้องไปหยิบเลื่อยของลูกก่อน!” แต่เลื่อยไฟฟ้านั้นมีความสำคัญน้อยที่สุด เราไม่ได้ช่วยมากเท่าที่เราคิด พระเจ้าทรงสนพระทัยในส่วนแรกมากกว่าคือ “พระบิดาเจ้า รอลูกด้วย!” พระองค์ไม่ทรงต้องการผลงานของเรา
ถ้าหากคุณรักพระเยซูพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าก็ได้ทรงรับคุณเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์แล้ว และได้ประทานพระวิญญาณของพระองค์แก่คุณ “ท่านไม่ได้รับวิญญาณซึ่งทำให้ท่านเป็นทาสของความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่านเป็นบุตรของพระเจ้า” (ข้อ 15 TNCV) คุณไม่ใช่ผู้รับใช้ที่ได้รับตำแหน่งของตนจากการทำงานหนัก แต่คุณเป็นบุตรที่ได้รับความรักจากพระบิดาของคุณ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “จงดูเถิด พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า!” (1ยน.3:1)
พระบิดาของเราในสวรรค์ทรงชื่นบานเมื่อเรารับใช้พระองค์ แต่พระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเรา พระองค์เพียงแค่ต้องการเรา
แจ็คเกลียดการไปโรงเรียน ชั้นเรียนพีชคณิต ไวยากรณ์ และตารางธาตุทำให้เขาเบื่อ แต่เขาชอบสร้างบ้าน พ่อพาเขาไปทำงานในช่วงฤดูร้อนและ
แจ็คอยากจะกลับไปอีก เขาอายุแค่สิบหกปีแต่เขารู้เรื่องซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคา และวิธีก่อผนัง ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนกับการก่อสร้างคืออะไร คือความรักที่มีต่อสิ่งนั้น แจ็ครักอย่างหนึ่งแต่ไม่รักอีกอย่าง ความรักของเขากระตุ้นให้เกิดความรู้
ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู เราต้อง “รักความจริง” (2 ธส.2:10) เปาโลบอกว่าคนของซาตานจะใช้ “หมายสำคัญ และการอัศจรรย์” (ข้อ 9) เพื่อหลอกลวง “คนเหล่านั้นที่จะต้องพินาศ” (ข้อ 10) ทำไมพวกเขาจึงจะพินาศ “เขาทั้งหลายไม่ได้รักความจริงเพื่อจะรอดได้” (ข้อ 10) การที่พวกเขาไม่รักความจริงทำให้พวกเขามองไม่เห็นความจริง พวกเขาจะถูกหลอก (ข้อ 11)
แล้วเรารู้อะไรบ้าง คำถามสำคัญนี้มาจากคำถามพื้นฐานที่ว่า เรารักอะไร ความรักอันร้อนรนจะโน้มน้าวจิตใจและชี้นำความคิดของเรา เราใส่ใจในสิ่งที่
เรารัก เราจะปกป้องมันและเสาะแสวงหา ถ้าเรารักความจริงและปัญญา เราจะเสาะหาทั้งสองสิ่งนั้นเหมือนทองคำอันมีค่า (สภษ.3:13-14; 4:7-9) แล้วความจริงและปัญญาจะปกป้องเรา “อย่าทอดทิ้งเธอ และเธอจะรักษาเจ้าไว้ จงรักปัญญา และปัญญาจะระแวดระวังเจ้า” (4:6)
สติปัญญาที่แท้นั้นคืออะไร พระเยซูตรัสว่าคือพระองค์เอง “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต” (ยน.14:6) คำถามที่สำคัญที่สุดคือว่าเรารักใคร จง…
ชายคนหนึ่งชื่อฮิเดะซาบุโระ อูเอโนะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียลในช่วงทศวรรษ 1920 ทุกวันเขากลับบ้านโดยรถไฟเที่ยวบ่ายสามโมงซึ่งฮาจิโกะสุนัขของเขาจะมารอรับ วันหนึ่งศาสตราจารย์อูเอโนะมีภาวะเส้นเลือดในสมองแตกระหว่างการสอนและเสียชีวิต เมื่อเขาไม่ได้ออกมาจากรถไฟเที่ยวบ่าย ฮาจิโกะวนเวียนรออยู่สักพักแล้วกลับบ้านไป วันต่อมาสุนัขกลับมารอเวลาบ่ายสามโมงเช่นเดิม และวันถัดๆไปเป็นเวลาสิบปี ความจงรักภักดีของฮาจิิโกะเป็นที่ประทับใจของคนญี่ปุ่นจำนวนมากซึ่งแวะเวียนมานั่งรอเป็นเพื่อนมัน
เอลีชาอุทิศตัวให้กับเอลียาห์เจ้านายของท่านเช่นกัน ในวันที่เอลีชารู้ว่าจะสูญเสียเอลียาห์ไป ท่านไม่ยอมให้เอลียาห์คลาดสายตา เมื่อรถเพลิงมารับเอลี-ยาห์ขึ้นสู่สวรรค์ เอลีชาตะโกนบอกสิ่งที่ท่านเห็น “คุณพ่อของข้าพเจ้า คุณพ่อของข้าพเจ้า ดูรถรบของอิสราเอลและพลม้าประจำ” (2 พกษ.2:12) ท่านหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิทธิอำนาจของผู้เผยพระวจนะที่ก่อนหน้านั้นได้ใช้แยกแม่น้ำจอร์แดนออกจากกัน (ข้อ 8) และท่านถามว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งเอลียาห์ทรงสถิตที่ใด” (ข้อ 14) ท่านฟาดเสื้อคลุมลงไปที่แม่น้ำและน้ำก็แยกจากกันเช่นเดียวกับเจ้านายของท่าน ช่างเป็นวันแห่งความโศกเศร้าที่แสนหวาน!
คุณเคยสูญเสียคนที่รักไปหรือไม่ ไม่มีคำพูดใดที่จะบรรยายความเจ็บปวดของคุณได้ ทุกการร้องไห้รื้อฟื้นความทรงจำถึงความรักที่คุณมีร่วมกัน คุณเจ็บปวดในส่วนลึกเพราะคุณรักอย่างลึกซึ้ง ช่างเป็นความโศกเศร้าที่แสนหวาน! ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคนที่คุณรัก และการที่คุณสามารถมีความรัก เอลีชาหยิบเสื้อคลุมของเอลียาห์ขึ้นมา แล้วคุณล่ะจะทำสิ่งใด